เราท์เตอร์ เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระบบเครือข่ายหลายระบบเข้าด้วยกัน คล้ายกับบริดจ์ แต่มีส่วนการ ทำงานที่ซับซ้อนมากกว่าบริดจ์มาก โดยเราท์เตอร์จะมีเส้นทางการเชื่อมโยงระหว่าง แต่ละเครือข่ายเก็บไว้เป็นตารางเส้นทาง เรียกว่า Routing Table ทำให้เราท์เตอร์สามารถทำหน้าที่จัดหาเส้นทางและเลือกเส้นทางที่เหมาะสมที่สุดในการเดินทาง เพื่อการติดต่อระหว่างเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพวันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2552
เราท์เตอร์
เราท์เตอร์ เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระบบเครือข่ายหลายระบบเข้าด้วยกัน คล้ายกับบริดจ์ แต่มีส่วนการ ทำงานที่ซับซ้อนมากกว่าบริดจ์มาก โดยเราท์เตอร์จะมีเส้นทางการเชื่อมโยงระหว่าง แต่ละเครือข่ายเก็บไว้เป็นตารางเส้นทาง เรียกว่า Routing Table ทำให้เราท์เตอร์สามารถทำหน้าที่จัดหาเส้นทางและเลือกเส้นทางที่เหมาะสมที่สุดในการเดินทาง เพื่อการติดต่อระหว่างเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพการคอนฟิกเราเตอร์ Cisco ขั้นพื้นฐาน
การเชื่อมต่อแบบ Point to Point โดยมีจำนวน Site เป็น 2 sites ทำ Routing เป็นแบบ Static และ encapsulation เป็น pppสมมุติว่าเรามีจำนวน site เป็น 2 site และมีการเชื่อมต่อดังรูปที่ 1 โดยกำหนดค่า ip เป็นดังนี้
-Wan IP : เป็น 192.168.0.0/30 นั่นคือจะมี ip ในกลุ่มนี้ทั้งหมดเป็น 4 ip คือ 192.168.0.0 - 192.168.0.3 แต่ไอพี 192.168.0.0 เป็น network ip และ ไอพี 192.168.0.3 เป็น broadcast ip ซึ่งนำมาใช้งานปกติไม่ได้ จึงเหลือไอพีที่ใช้งานทั่วไปได้ 2 ip คือ 192.168.0.1 ซึ่งกำหนดให้เป็นไอพีของ serial port (s0) ของ router A และอีกไอพีคือ 192.168.0.2 ซึ่งกำหนดให้เป็นไอพีของ serial port (s0) ของ router B ดังรูปที่ 1
-Lan IP ด้าน A : ในที่นี้กำหนดเป็น 192.168.11.0/24 นั่นคือจะมีไอพีใช้งานเป็นหนึ่ง class c คือ 254 ip (ไม่นับ network ip และ broadcast ip) คือ 192.168.11.1 - 192.168.11.254 โดยในที่นี้กำหนดให้ไอพี 192.168.11.1 เป็นไอพีของ ethernet port (e0) ของ router A และไอพีสำหรับเครื่องพีซีกำหนดให้ใช้ตั้งแต่ 192.168.11.11 เป็นต้นไป ดังรูปที่ 1
-Lan IP ด้าน B : ในที่นี้กำหนดเป็น 192.168.12.0/24 นั่นคือจะมีไอพีใช้งานเป็นหนึ่ง class c เช่นกัน คือ 254 ip (ไม่นับ network ip และ broadcast ip) คือ 192.168.12.1 - 192.168.12.254 โดยในที่นี้กำหนดให้ไอพี 192.168.12.1 เป็นไอพีของ ethernet port (e0) ของ router B และไอพีสำหรับเครื่องพีซีกำหนดให้ใช้ตั้งแต่ 192.168.12.11 เป็นต้นไป ดังรูปที่ 1
วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2552
well know port (Datacomm)
สำหรับพวก Application ในชั้น layer สูงๆ ที่ใช้ TCP (Transmission Control Protocol) หรือ UDP (User Datagram Protocol) จะมีหมายเลข Port หมายเลขของ Port จะเป็นเลข 16 bit เริ่มตั้งแต่ 0 ถึง 65535 หมายเลข Port ใช้สำหรับตัดสินว่า service ใดที่ต้องการเรียกใช้ ในทางทฤษฎี หมายเลข Port แต่ละหมายเลขถูกเลือกสำหรับ service ใดๆ ขึ้นอยู่กับ OS (operating system) ที่ใช้ ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่ได้มีกำหนดขึ้นให้ใช้ค่อนข้างเป็นมาตรฐานเพื่อให้มีการติดต่อการส่งข้อมูลที่ดีขึ้น ทาง Internet Assigned Numbers Authority (IANA) เป็นหน่วยงานกลางในการประสานการเลือกใช้ Port ว่า Port หมายเลขใดควรเหมาะสำหรับ Service ใด และได้กำหนดใน Request For Comments (RFC') 1700 ตัวอย่างเช่น เลือกใช้ TCP Port หมายเลข 23 กับ Service Telnet และเลือกใช้ UDP Port หมายเลข 69 สำหรับ Service Trivial File transfer Protocol (TFTP) ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นบางส่วนของ File/etc/services แสดงให้เห็นว่า หมายเลข Port แต่ละหมายเลขได้ถูกจับคู่กับ Transport Protocol หนึ่งหรือสอง Protocol ซึ่งหมายความว่า UPP หรือ TCP อาจจะใช้ หมายเลข Port เดียวกันก็ได้ เนื่องจากเป็น Protocol ที่ต่างกันหมายเลข Port ถูกจัดแบ่งเป็น 2 ประเภท ตามที่ได้กำหนดใน RFC' 1700 คือ well known Ports และ Registered Ports- Well Known Ports คือจะเป็น Port ที่ระบบส่วนใหญ่ กำหนดให้ใช้โดย Privileged User (ผู้ใช้ที่มีสิทธิพิเศษ) โดย port เหล่านี้ ใช้สำหรับการติดต่อระหว่างเครื่องที่มีระบบเวลาที่ยาวนาน วัตถุประสงค์เพื่อให้ service แก่ผู้ใช้ (ที่ไม่รู้จักหรือคุ้นเคย) แปลกหน้า จึงจำเป็นต้องกำหนด Port ติดต่อสำหรับ Service นั้นๆ- Registered Ports จะเป็น Port หมายเลข 1024 ขึ้นไป ซึ่ง IANA ไม่ได้กำหนดไว้ตัวอย่างการใช้ Portแต่ละ Transport layer segment จะมีส่วนย่อยที่ประกอบไปด้วยหมายเลข Port ของเครื่องปลายทาง โดยที่เครื่องปลายทาง (Destination hostt) จะใช้ Port นี้ในการส่งข้อมูลให้ไหลกับ Application ได้ถูกต้อง หน้าที่ในการส่งหรือแจกจ่าย Segment ของข้อมูลให้ตรงกับ Application เรียกว่าการ "Demultiplexing" ในทางกลับกันเครื่องต้นทาง (Source host) หน้าที่ในการรวบรวมข้อมูลจาก Application และเพิ่ม header เพื่อสร้าง segment เรียกว่า "Multiplexing" หรือถ้ายกตัวอย่างเป็นภาษาทั่วๆ ไป คือ ในแต่ละบ้านจะมีคน 1 คนรับผิดชอบเก็บจดหมายจากกล่องจดหมาย ถ้าเป็นการ Demultiplexing คนๆ นั้นจะแจกจ่ายจดหมายที่จ่าหน้าซองให้สอดคล้องกับบุคคลนั้นๆ ในบ้าน ในทางตรงกันข้าม ถ้าเป็นการ Multiplexing คนๆ นั้นก็จะรวบรวมจดหมายจากสมาชิกในบ้านและทำหน้าที่ส่งออกไป Demultiplexing ตามหมายเลข Port จะอยู่ใน 32 bit แรกของ TCP และ UDP header โดยที่ 16 bit แรกเป็นหมายเลข Port ของเครื่องต้นทาง ขณะที่ 16 bit ต่อมาเป็นหมายเลข Port ของ เครื่องปลายทางTCP หรือ UDP จะดูที่ข้อมูลหมายเลข Port ใน header เพื่อพิจารณาว่า Application ใดที่ต้องการข้อมูลนั้นๆ หมายเลข Port ทั้งต้นทางและปลายทางจำเป็นต้องมีเพื่อให้ เครื่องปลายทางมีความสามารถที่จะรัน process มากกว่า 1 process ในเวลาเดียวกันตามที่ได้กล่าวในข้างต้น "Well know Ports" เป็น Port ที่ค่อนข้างมาตรฐาน ทำให้เครื่องที่อยู่ไกลออกไป (Remote Computer) สามารถรู้ได้ว่าจะติดต่อกับทาง Port หมายเลขอะไรสำหรับ Service เฉพาะนั้นๆ อย่างไรก็ตามยังมี Port อีกประเภทที่เรียกว่า Dynamically Allocated Port ซึ่ง Port ประเภทนี้ไม่ได้ถูก assign ไว้แต่เดิม แต่จะถูก assign เมื่อจำเป็น Port ประเภทนี้ให้ความสะดวกและความคล่องตัวสำหรับระบบที่มีผู้ใช้หลายๆคนพร้อมๆคน ระบบจะต้องให้ความมั่นใจว่าจะไม่ assign หมายเลข Port ซ้ำกันยกตัวอย่าง สมมติว่ามีผู้ใช้ต้องการใช้ Service Telnet ทางเครื่องต้นทางจะทำการ assign ให้ หมายเลข Dynamic Port (เช่น 3044) โดยที่หมายเลข Port ปลายทางคือ 23 เครื่องจะ assign หมายเลข Port ปลายทางเป็น23 เพราะว่า เป็น Well Known Port สำหรับ Service Telnet จากนั้นเครื่องปลายทางจะทำการตอบรับกลับโดยใช้ Port หมายเลข 23 เป็นหมายเลขต้นทาง และ หมายเลข Port 3044 เป็นหมายเลข ปลายทางกลุ่มของหมายเลข Port และ หมายเลข IP เราเรียกว่า Socket ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ที่เฉพาะเจาะจงสำหรับ Network process หนึ่งเดียวที่มีอยู่ในทั้งระบบ Internet คู่ของ Socket ที่ประกอบด้วย Socket หนึ่งตัว สำหรับต้นทาง และอีกตัว สำหรับปลายทาง สามารถใช้บรรยายถึงคุณลักษณะของ Connection oriented protocols ถ้าผู้ใช้คนที่ 2 ต้องการใช้ Service Telnet จากเครื่องปลายทางเครื่องเดียวกัน ผู้ใช้นั้นก็จะได้รับการ assign หมายเลข Port ต้นทางที่แตกต่างกันออกไป โดยมีหมายเลข Port ปลายทางเหมือนกันกับผู้ใช้คนแรกดังรูปที่ 4 จะเห็นได้ว่าการจับคู่ของหมายเลข Port และหมายเลข IP ทั้งต้นทางและปลายทางสามารถทำให้แยกความแตกต่างของ Internet connection ระหว่างเครื่องต้นทางและเครื่องปลายทางได้Active และ Passive Portsสิ่งสุดท้ายที่จะต้องกล่าวถึงเกี่ยวกับ Port ก็คือ ความแตกต่างระหว่าง Active และ Passive Portในการใช้การติดต่อด้วย TCP สามารถกระทำได้ 2 วิธีคือ Passive และ Active Connection Passive connection คือ การติดต่อที่ Application process สั่งให้ TCP รอหมายเลข Port สำหรับการร้องขอการติดต่อจาก Source Host เมื่อ TCP ได้รับการร้องขอแล้วจึงทำการเลือกหมายเลข Port ให้ แต่ถ้าเป็นแบบ Active TCP ก็จะให้ Application process เป็นฝ่ายเลือกหมายเลข Port ให้เลย
ตัวอย่างโปรโตคอลในลำดับชั้นแอปพลิเคชั่น (Well - Known Prots)
Port number.....Service ...................Description
20 ........FTP(Data) .....File Transfer Protocol and Data Used for transferring files
21..FTP (Control) ..File Transfer Protocol and Control Used for transferring files
23..................TELNET ........... used to gain “remote control” over another Machine on the network
25..................SMTP .............Simple Mail Transfer Protocol, used for transferring e-mail between e-mail servers
69..................TFTP..............Trivial File Transfer Protocol, used for transferring Files without a secure login
80..............HTTP(World Wide Web) .....HyperText Transfer Protocol, use for transferring HTML (Web Pages)
110..POP3.Post Office Protocol, version3, used for transfening e-mail form and e-mail server to and e-mail client
119 ........NNTP ........Network News Transfer Protocol, used to transfer Usenet news group messages from a news server To a news reader program
137................... NETBIOS-NS ................Net BIOS Name Service, Used by Misrosoft Networking
138.................NETBIOS-DG.............NetBIOS Datagram Service,sed for transporting data by Microsoft Networking
139.........NETBIOS-SS....NetBIOS session Service,used by Microsoft Networking
161............SNMP..........Simple Network Management Protocol, used to monitor network devices remotely
443...............HTTPS .......................HyperText Transfe-Protocol, Secure
วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2552
การหาค่า Network ID,Broadcast และ IP Usage ของบริษัท CISCO (Datacomm)
.......เลขฐาน 2..........Network ID...........broad cast........IP Usage
0.....00000000.........0.........................63..................1-62
1.....00000001.........64.......................127.................65-126
2.....00000010.........128.....................191.................129-190
3.....00000011.........192.....................255.................193-254
/27 = 2*3 = 8 , 2*5= 32 (* ยกกำลัง)
.......เลขฐาน 2...........Network ID...........broad cast........IP Usage
0.....00000000.........0.........................31..................1-30
1.....00000001.........32.......................63..................33-62
2.....00000010.........64.......................95..................65-94
3.....00000011.........96.......................127.................97-126
4.....00000100.........128.....................159.................129-158
5.....00000101.........160.....................191.................161-190
6.....00000110.........192.....................223.................193-222
7.....00000111.........224.....................225.................225-254
/28 = 2*4=16, 2*4=16 (* ยกกำลัง)
.......เลขฐาน2............Network ID...........broad cast........IP Usage
0.....00000000.........0........................15...................1-14 1.....00000001.........16.......................31..................17-30 2.....00000010.........32.......................63..................33-62
3.....00000011.........64.......................79..................65-78 4.....00000100.........80.......................95..................81-94
5.....00000101.........96.......................127................97-126
6.....00000110.........128.....................159................129-158
7.....00000111.........160.....................191................160-190
8.....00001000.........192.....................207................193-206
9.....00001001.........208.....................223................209-222
10...00001010.........224.....................239................225-238
11...00001011.........240.....................255................241-254
12...00001100.........256.....................271................257-270
13...00001101.........272.....................287................273-286
14...00001110.........288.....................303................289-302
15...00001111.........304.....................319................305-318
16...00010000.........320.....................335................321-334
/29 = 2*5=32, 2*3=8 (* ยกกำลัง)
.......เลขฐาน2............Network ID..........broad cast.......IP Usage
0.....00000000.........0........................7..................1 -6
1.....00000001.........8.......................15.................9-14
2.....00000010.........16.....................23.................17-22
3.....00000011.........24.....................31.................25-30
4.....00000100.........32.....................39.................33-38
5.....00000101.........40.....................47.................41-46
6.....00000110.........48.....................55.................49-54
7.....00000111.........56.....................63.................57-62
8.....00001000.........64.....................71.................65-70
9.....00001001.........72.....................79.................73-78
10...00001010.........80.....................87................. 81-86
11...00001011.........88.....................95.................89-94
12...00001100.........96.....................103...............97-102
13...00001101........104....................111...............105-110
14...00001110........112....................119...............113-118
15...00001111........120....................127...............121-126
16...00010000........128....................135...............129-134
17...00010001........136....................143...............137-142
18...00010010........144....................151...............145-150
19...00010011........152....................159...............153-158
20...00010100........160....................167...............161-166
21...00010101........168....................175...............169-174
22...00010110........176....................183...............177-182
23...00010111........184....................191...............185-190
24...00011000........192....................199...............193-198
25...00011001........200....................207...............201-206
26...00011010........208....................215...............209-214
27...00011011........216....................223...............217-222
28...00011100........224....................231...............225-230
29...00011101........232....................239...............233-240
30...00011110........240....................247...............241-248
31...00011111........248....................255...............249-256
/30 = 2*6=64, 2*2=4 (* ยกกำลัง)
.......เลขฐาน2..........Network ID..........broad cast.......IP Usage
0.....00000000........0.......................3....................1-2
1.....00000001........4.......................7....................5-6
2.....00000010........8.......................11..................9-10
3.....00000011.......12......................15..................13-14
4.....00000100.......16......................19..................17-18
5.....00000101.......20......................23..................21-22
6.....00000110.......24......................27..................25-26
7.....00000111.......28......................31..................29-30
8.....00001000.......32......................35..................33-34
9.....00001001.......36......................39..................37-38
10...00001010.......40......................43..................41-42
11...00001011.......44......................47..................45-46
12...00001100.......48......................51..................49-50
13...00001101.......52......................55..................53-54
14...00001110.......56......................59..................57-58
15...00001111.......60......................63..................61-62
16...00010000.......64......................67..................65-66
17...00010001.......68......................71..................69-70
18...00010010.......72......................75..................73-74
19...00010011.......76......................79..................77-78
20...00010100.......80......................83..................81-82
21...00010101.......84......................87..................85-86
22...00010110.......88......................91..................89-90
23...00010111.......92......................95..................93-94
24...00011000.......96......................99..................97-98
25...00011001.......100....................103................101-102
26...00011010.......104....................107................105-106
27...00011011.......108....................111................109-110
28...00011100.......112....................115................113-114
29...00011101.......116....................119................117-118
30...00011110.......120....................123................121-122
31...00011111.......124....................127................125-126
32...00100000.......128....................131................129-130
33...00100001.......132....................135................133-134
34...00100010.......136....................139................137-138
35...00100011.......140....................143................141-142
36...00100100.......144....................147................145-146
37...00100101.......148....................151................149-150
38...00100110.......152....................155................153-154
39...00100111.......156....................159................157-158
40...00101000.......160....................163................161-162
41...00101001.......164....................167................165-166
42...00101010.......168....................171................169-170
43...00101011.......172....................175................173-174
44...00101100.......176....................179................177-178
45...00101101.......180....................183................181-182
46...00101110.......184....................187................185-186
47...00101111.......188....................191................189-190
48...00110000.......192....................195................193-194
49...00110001.......196....................199................197-198
50...00110010.......200....................203................201-202
51...00110011.......204....................207................205-206
52...00110100.......208....................211................209-210
53...00110101.......212....................215................213-214
54...00110110.......216....................219................217-218
55...00110111.......220....................223................221-222
56...00111000.......224....................227................225-226
57...00111001.......228....................231................229-230
58...00111010.......232....................235................233-234
59...00111011.......236....................239................237-238
60...00111100.......240....................243................241-242
61...00111101.......244....................247................245-246
62...00111110.......248....................251................249-250
63...00111111.......252....................255................253-254
ข้อสอบ (Datacomm)
โปรโตคอล มาตรฐานและรูปแบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
1. ข้อใดให้ความหมายโปรโตคอล (Protocol)ที่ถูกต้องที่สุด
ก. การเพิ่มปริมาณและความเร็วของการสื่อสาร
ข. เซตของขั้นตอน หรือวิธีการสื่อสารข้อมูล
ค. ระเบียบพิธีการในการติดต่อสื่อสาร
ง. ขั้นตอนการติดต่อสื่อสาร ซึ่งรวมถึงกฏระเบียบและข้อกำหนดต่างๆ.
2. โครงสร้างในการติดต่อสื่อสารของ ISO แบ่งออกเป็นกี่ชั้น
ก. 4 ชั้น
ข. 5 ชั้น
ค. 6 ชั้น
ง. 7 ชั้น.
3. องค์กร ISO (International Organization for Standard) ได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นในปี ค.ศ.ใด
ก.1972
ข.1977.
ค.1984
ง.1985
4. องค์กรใดเป็นผู้สร้างมาตรฐาน OSI (Open Systems Interconnection Model) ขึ้นมา
ก. ISO.
ข. EIA
ค. IEE
ง. ANSI
5. ระดับเครือข่ายสื่อสาร (Network Layer ) ทำหน้าที่อย่างไร
ก. ระดับที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการรับ – ส่งข้อมูล และทำการแปลงการรับ – ส่งข้อมูลที่ไม่แน่นอนให้แน่นอนขึ้น
ข. การติดต่อระหว่างคอมพิวเตอร์กับคอมพิวเตอร์เพื่อนำมาแตกออกเป็นหน่วยย่อยตามความต้องการ แล้วส่งไปยังระดับเครือข่ายสื่อสาร
ค. การแปลงข้อมูลเพื่อให้อยู่ในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์เป็นฝ่ายรับสามารถเข้าใจ
ง. กำหนดเส้นทางการรับ – ส่งข้อมูล และตำแหน่งของสถานีปลายทางที่จะรับข้อมูล แล้วทำการส่งข้อมูลเข้าไปในเครือข่าย.
6. ข้อใดคือโปรโตคอลการบริการถ่ายโอนข้อมูล และการแลกเปลี่ยนข้อมูล
ก. ISO 8572
ข. ISO 8832.
ค. ISO 8571
ง. ISO 9041
7. ข้อใดคือโปรโตคอลไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ และกักเก็บข่าวสาร
ก. CCITT X .400.
ข. CCITT X.25
ค. ISO 8802 (IEE 802)
ง. CCITT X.21
8. ข้อใดคือโปรโตคอลดิจิตอลอินเตอร์เฟสของ Physical
ก. CCITT X .400
ข. CCITT X.25
ค. CCITT X.21.
ง. ISO 8802 (IEE 802)
9. TCP (Transmission Control Protocol ) เป็นการบริการแบบใด
ก. Connection Message Service
ข. Connection Information Service
ค. Connection Service
ง. Connection Based Service.
10. โปรโตคอล CSMA/CD มีกี่ชนิด
ก. 2 ชนิด
ข. 3 ชนิด.
ค. 4 ชนิด
ง. 5 ชนิด
วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2552
การหา Network ID
192.168.2.10/27
192.168.5.10/27
IP................11000000.10101000.00000101.00001010.
subnet mask 11111111.11111111.11111111.11100000
AND.............11000000.10101000.00000101.00000000
ฐาน10...........192.168.5.0
ดังนั้น ไม่ใช่ NetworkID เดียวกัน
ชุดที่ 2
10.2.100.8/14
IP................00001010.00000010.01100100.00001000
Subnet mask 11111111.11111100.00000000.00000000
AND.............00001010.00000000.00000000.00000000
ฐาน10...........10.0.0.0
10.3.150.9/14
IP................00001010.00000011.10010110.00001001
Subnet mask 11111111.11111100.00000000.00000000
AND.............00001010.00000000.00000000.00000000
ฐาน10...........10.0.0.0
ดังนั้น เป็น NetworkID เดียวกัน
วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2552
ข้อสอบ Network
จงอธิบายให้ชัดเจน ตรงคำถาม และให้สมบูรณ์ที่สุด
1. เครือข่ายคอมพิวเตอร์หมายถึงอะไร (5 คะแนน)
ตอบ เครือข่ายคอมพิวเตอร์หมายถึง การนำเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไปมาเชื่อมต่อเพื่อใช้ในการสื่อสารข้อมูล
2. จงบอกหน้าที่และโครงสร้างของ OSILAYER (10 คะแนน)
ตอบ โครงสร้างOSI LAYER มีระดับชั้นของการสื่อสารข้อมูล 7 ชั้น เพื่อใช้เป็นมาตฐานในการสื่อสารข้อมูลต่างยี่ห้อกันได้โดยตั้งชื่อของมาตรฐานนี่ว่าระบบเปิด หรือOSI :Open System interconnection โดยมีระดับชั้นของการสื่อสารข้อมูล 7 ชั้น ดังนี้
1. ระดับกายภาพ Physical Layer เป็นการทำงานทางกายภาพของระบบเชื่อมต่อ ทั้งในส่วนของสัญญาณทาสงไฟฟ้า ระบบสายสัญญาณ(cable)และตัวเชื่อม(connector)
2 .ระดับการเชื่อมโยงข้อมูล Data link layer รับผิดชอบการนจำข้อมูลเข้าและออกจากตัวกลาง การจัดเฟรม การตรวจสอบและการจัดการข้อผิดพลาดของข้อมูลโดยจะมีการแบ่งออกเป็น2ชั้นย่อยคือ LIC(Logical Link Control)จะอยู่ในครึ่งบน รับผิดชอบในเรื่องการตรวจสอบข้อผิดพลาดและ MAC(Media Access control)อยู่ในครึ่งล่าง เป็นส่วนของวิธีส่งข้อมูลผ่านสื่อกลาง
3. ระดับเครื่อข่ายข้อมูล Network layer จะทำการตรวจสอบการส่งผ่านข้อมูลผ่านเครือข่าย เช่น เวลาที่ใช้ในการส่ง การส่งต่อ การจัดลำดับของข้อมูล
4. ระดับการขนส่งข้อมูล Transport layer Transport Layer จะทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่าง 2 Layer คือ Application - Oriented Layer ซึ่งอยู่เหนือกว่า Network - Dependent Protocol Layer ซึ่งอยู่ต่ำกว่า Transport Layer มีหน้าที่ในการเตรียมข้อความต่าง ๆ ในการสื่อสารแบบ Session Layer บริการของ Transport Layer จะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ o Class 0 จะให้บริการคำสั่งพื้นฐานในการสื่อสารข้อมูล o Class 4 จะให้บริการเกี่ยวกับคำสั่งในการควบคุมการไหล ของข้อมูล และคำสั่งในการตรวจสอบข้อผิดพลาดต่าง ๆ
5. ระดับการโต้ตอบระหว่างกัน Session layer รับผิดชอบการควบคุมการติดต่อและการประสานของข้อมูลที่ส่งผ่านระบบเครือข่าย เช่น การตรวจสอบลำดับก่อนหลังที่ถูกต้องของ Pocket เป็นต้น
6. ระดับการแสดงผล Presentation layer เป็นการทำงานของระบบรักษาความลับและการเปลี่ยนแปลงข้อมูลรูปแบบต่าง ๆ ให้สามารถแลกเปลี่ยนกันได้
7. ระดับการประยุกต์ใช้งานApplication layer เป็นการทำงานของซอฟแวร์ประยุกต์ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบเครือข่าย เช่น การส่งผ่านแฟ้มข้อมูล การจำลอง terminal การแลกเปลี่ยนข้อมูล
3. Topology คืออะไร จงบอกข้อดีข้อเสียของ topology แต่ละชนิด (10 คะแนน)
ตอบ โทโปโลยีคือลักษณะทางกายภาพ (ภายนอก) ของเครือข่าย ซึ่งหมายถึง ลักษณะของการเชื่อมโยงสายสื่อสารเข้ากับอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ภายในเครือข่ายด้วยกันนั่นเอง โทโปโลยีของเครือข่าย LAN แต่ละแบบมีความเหมาะสมในการใช้งานแตกต่างกัน จึงมีความจำเป็นที่เราจะต้องทำการศึกษาลักษณะและคุณสมบัติ ข้อดีและข้อเสียของโทโปโลยีแต่ละแบบ เพื่อนำไปใช้ในการออกแบบพิจารณาเครือข่ายให้เหมาะสมกับการใช้งาน รูปแบบของโทโปโลยีของเครือข่ายหลัก ๆ มีดังต่อไปนี้ -โทโปโลยีรูปดาว(Star) เป็นการเชื่อมโยงการติดต่อสื่อสารที่มีลักษณะคล้ายกับรูปดาว (STAR) หลายแฉก โดยมีศูนย์กลางของดาว หรือฮับเป็นจุดผ่านการติดต่อกันระหว่างทุกโหนดในเครือข่าย ข้อดี ของเครือข่ายแบบ STAR คือการติดตั้งเครือข่ายและการดูแลรักษาทำ ได้ง่าย หากมีโหนดใดเกิดความเสียหายก็สามารถตรวจสอบได้ง่าย และศูนย์กลางสามารถตัดโหนดนั้นออกจากการสื่อสารในเครือข่ายได้ ข้อเสีย ของเครือข่ายแบบ STAR คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางมีราคาแพง และถ้าศูนย์กลางเกิดความเสียหายจะทำให้ทั้งระบบทำงานไม่ได้เลย นอกจากนี้เครือข่ายแบบ STAR ยังใช้สายสื่อสารมากกว่าแบบ BUS และ แบบ RING -โทโปโลยีแบบบัส (Bus) ลักษณะการทำงานของเครือข่ายโทโปโลยีแบบ BUS คืออุปกรณ์ทุกชิ้นหรือโหนดทุกโหนด ในเครือข่ายจะต้องเชื่อมโยงเข้ากับสายสื่อสารหลักที่เรียกว่า "บัส" (BUS)เมื่อโหนดหนึ่งต้องการจะส่งข้อมูลไปให้ยังอีกโหนด หนึ่งภายในเครือข่าย ข้อมูลจากโหนดผู้ส่งจะถูกส่งเข้าสู่สายบัสในรูปของแพ็กเกจ ซึ่งแต่ละแพ็กเกจจะประกอบด้วยตำแหน่งของผู้ส่งและผู้รับ และข้อมูล การสื่อสารภายในสายบัสจะเป็นแบบ 2 ทิศทางแยกไปยังปลายทั้ง 2 ด้านของบัส โดยตรงปลายทั้ง 2 ด้านของบัสจะมีเทอร์มิเนเตอร์ (Terminator) ทำหน้าที่ดูดกลืนสัญญาณ เพื่อป้องกันไม่ให้สัญญาณข้อมูลนั้นสะท้อนกลับ เข้ามายังบัสอีก เป็นการป้องกันการชนกันของสัญญาณข้อมูลอื่น ๆ ที่เดินทางอยู่บนบัส ข้อเสีย อย่างหนึ่งของเครือข่ายแบบ BUS คือการไหลของข้อมูลที่เป็น 2 ทิศทางทำให้ระบุจุดที่เกิดความเสียหายในบัสยาก และโหนดที่ถัดต่อไปจากจุดที่เกิดความเสียหายจนถึงปลายของบัสจะไม่สามารถทำการสื่อสารข้อมูลได้ แต่โหนดที่อยู่ก่อนหน้าจุดเสียหายจะยังคงสื่อสารข้อมูลได้ -โทโปโลยีรูปวงแหวน (Ring) เครือข่ายแบบ RING เป็นการสื่อสารที่ส่งผ่านไปในเครือข่าย ข้อมูลข่าวสารจะไหลวนอยู่ในเครือข่ายไปในทิศทางเดียวเหมือนวงแหวน หรือ RING นั่นเอง ข้อดี ของเครือข่ายแบบ RING คือผู้ส่งสามารถส่งข้อมูลไปยังผู้รับได้หลาย ๆ โหนดพร้อมกัน โดยกำหนดตำแหน่งปลายทางเหล่านั้นลงในส่วนหัวของแพ็กเกจข้อมูล รีพีตเตอร์ของแต่ละโหนดจะทำการตรวจสอบเอง ว่ามีข้อมูลส่งมาให้ที่โหนดตนเองหรือไม่ การส่งผ่านข้อมูลในเครือข่ายแบบ RING จะเป็นไปในทิศทางเดียวจากโหนดสู่โหนด จึงไม่มีการชนกันของสัญญาณข้อมูล ข้อเสีย คือ ถ้ามีโหนดใดโหนดหนึ่งในเครือข่ายเสียหาย ข้อมูลจะไม่สามารถส่งผ่านไปยังโหนดต่อไปได้ และจะทำให้เครือข่ายทั้งเครือข่ายขาดการติดต่อสื่อสารได้ ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งคือขณะที่ข้อมูลถูกส่งผ่านแต่ละโหนด เวลาส่วนหนึ่งจะสูญเสียไปกับการที่ทุก ๆ รีพีตเตอร์จะต้องทำการคัดลอกข้อมูล และตรวจสอบตำแหน่งปลายทางของข้อมูล อีกทั้งการติดตั้งเครือข่ายแบบ RING ก็ทำได้ยากกว่าแบบ BUS และใช้สายสื่อสารมากกว่า
4. จงอธิบายความหมายและรายละเอียดของ (10 คะแนน)
* 10 base5
ตอบ 10 base5 หมายถึงระบบเครือข่ายที่มีความเร็ว 10 Mbps BASE หมายถึงการรับ-ส่งข้อมูลจะอยู่ในรูปแบบของ Baseband ส่วน 5 หมายถึงความยาวของสายสัญญาณที่ใช้รับส่งข้อมูล 500 เมตร ซึ่งสายสัญญาณที่ใช้ในเครือข่าย 10Base5 นี้ได้แก่สาย Coaxial อย่างหนา อุปกรณ์ที่ใช้ใน 10Base5 ต่อไปนี้เป็นชุดของอุปกรณ์ที่ใช้ส่งสัญญาณสำหรับเครือข่าย 10Base5 • Network Interface Card (NIC) หรือ LAN Card พร้อมด้วย Connector ที่เรียกว่า AUI Connector ขนาด 15 Pin • สายที่ใช้เชื่อมต่ออุปกรณ์ Transceiver หรือที่เรียกว่าสาย AUI ที่ได้มาตรฐาน IEEE • อุปกรณ์ 10Base5 Transceiver หรือที่เรียกว่า MAU อุปกรณ์นี้ใช้เชื่อมต่อกับสายสัญญาณรับส่งข้อมูล และต้องทำงานภายใต้มาตรฐาน IEEE • 10Base5 Repeater พร้อมด้วย AUI Port ขนาด 15 Pin Network Interface Card (NIC) Ethernet NIC เป็น Card ที่ประกอบด้วยชุดของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีหน้าที่การทำงานหลายอย่างที่สำคัญบนเครือข่าย Ethernet ประกอบด้วยหน้าที่การทำงาน ดังต่อไปนี้ • จัดสร้าง Frame ของข้อมูลขึ้น รวมทั้งเอาข้อมูลไปไว้ใน Frame • ตรวจสอบสายสัญญาณเพื่อดูว่า มีใครใช้สายอยู่หรือไม่ (สำหรับ 10Base-2) • ตรวจสอบการชนกันของสัญญาณบนเครือข่าย (สำหรับ 10Base-2)
* 10baesT
ตอบ 10baesT 10 หมายถึง 10Mbps ส่วน T หมายถึง Twisted Pair ลักษณะนี้แสดงว่าเป็นระบบเครือข่ายEthernet ที่ใช้สายTwisted Pair เป็นสื่อในการส่งสัญญาณการเชื่อมต่อแบบ 10BaseT นั้นเป็นที่นิยมใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากติดตั้งได้ง่าย และดูแลรักษาง่าย ความจริง 10BaseT ไม่ได้เป็น Ethernet โดยแท้ แต่เป็นการผสมระหว่าง Ethernet และ Tolopogy แบบ Star สายที่ใช้ก็จะเป็น สาย UTP และมีอุปกรณ์ตัวกลางเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างสายที่มาจากเครื่อง ทุกเครื่องในระบบเครือข่าย อุปกรณ์ตัวกลางนี้เรียกว่า HUB ซึ่งจะคอยรับสัญญาณระหว่าง เครื่อง Client กับเครื่อง Server ในกรณีที่มีสายจากเครื่อง Client ใดเกิดเสียหรือมีปัญหา สัญญาณไฟที่ปรากฏอยู่บน Hub จะดับลง ทำให้เราทราบได้ว่า เครื่อง Client ใดมีปัญหา และปัญหาที่เกิดขึ้น จะไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อระบบ Network เลย แต่ระบบนี้จะต้องทำการดูแลรักษา Hub ให้เป็นอย่างดี เนื่องจาก Hub มีปัญหา จะส่งผลกระทบ ทำให้ระบบหยุดชะงักลงทันที การเชื่อมต่อระบบเครือข่ายในลักษณะ 10BaseT นั้น เครื่องทุกเครื่องจะต้องเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์ HUB โดยใช้สาย UTP ซึ่งเข้าหัวต่อเป็น RJ45 เสียบเข้ากับ HUB และ Card Lan ซึ่งจะเห็นว่า เครือข่ายแบบ 10BaseT นี้จะใช้อุปกรณ์ไม่กี่อย่าง ซึ่งต่างกับระบบเครือข่าย 10Base2 แต่อุปกรณ์ของ 10BaseT นั้นจะแพงกว่า
*10baesTX
ตอบ 10baesTX ถูกออกแบบมาบนพื้นฐานของมาตรฐาน TP-PMD(ANSI Develope Copper FDDI Physical Layer Dependent Sublayer Technology)มีคุณลักษณะการทำงานดังนี้ SEGMENT LENGTH: หรือขนาดความยาวสายของแต่ละ Segment ถ้าหากใช้สาย UTP ACAT-5 แบบ 2 PAIR จะได้ความยาวที่ 100 เมตร ภายใต้มาตรฐาน EIA/TIA 568 UTP ซึ่งเป็นมาตรฐานการเดินสายโดยมีคู่สายแรกใช้เพื่อ ส่งข้อมูล ส่วนอีกหนึ่งคู่สายสำหรับรับข้อมูล ชนิดของสายสัญญาณ : ความถี่ทางไฟฟ้าของ 10baesT คือ 20 MHZ ส่วนความถี่ทางไฟฟ้าสำหรับ10baesTX อยู่ที่ 125 MHZ แต่เนื่องจากมรการใช้วิธีการทาง MULITI-LEVEL TRANSMISSION-3 (MLT-3) WAVE Shapingเพื่อลดสัญญาณความถี่จาก125MHZ ลงมาเหลือ 41.6 MHZ ทำให้สามารถใช้ CAT-5UTP ได้สบาย นอกจากนี้ยังสามารถใช้สาย STP มาตรฐาน IBM TYPE 1 และ DB-9 Connector Connectors ที่ใช้ : เช่นเดียวกับ 10baesT คือ RJ-45
*100baesFX
ตอบ 100baesFX ถูกออกแบบให้ใช้กับงานที่ต้องใช้สาย Fiber Optic หรือระบบ FDDI Techologyb สำหรับรับส่งข้อมูลผ่าน Back Bone ความเร็วสูงหรือเพิ่มระยะทางการเชื่อมต่อให้ยาวกว่าเดิม10baesFX คล้ายกันกับ 10baesTX ตรงที่มีการยืมเอามาตฐานทางด้าน Physical Layer 0าก ANSI X3T9.5 FDDI Physical LayerMedia Dependent(FIBER PMD) โดยมีการประยุกต์ใช้งานสาย Fiber Opticแบบ Multimode ขนาด 2-STRAND (62.5/125 nm) ขาดของความยาวสูงสุดของสาย fiber ที่ใช้เชื่อมต่อสามารถแปรผันได้
* 10baesT4
ตอบ 10baesT4 เป็นมาตรฐานใหม่ของ PHY ขณะที่ 10baesTX และ FX ทำงานบนพื้นฐานของเทคโนโลยี FDDI 10baesT4 ใช้ UTP Category3 10baesT4 ที่ใช้สาย UTP 4 Pair ที่ใช้กับ Voyce Drade CAT 3 ก็เพียงพอ 10baesT4 ใช้สาย PAIR ครบทั้ง 4 คู่ โดยมี 3 PAIR ใช้ในการส่งข้อมูลขณะที่คู่ที่ 4 ใช้เพื่อเป็นช่องรับเพื่อตรวจสอบ collision 10baesT4 ไม่เหมือนกับ10baesT และ 10baesTX ตรงที่ไมีมีการกำหนดแน่ชัดว่าสาย PAIR คู่ไหนใช้รับส่งข้อมูล ด้วยเหตุนี้จึงรับส่งข้อมูลแบบ full-duplex ไม่ได้ 10baesT4 ใช้ RJ-45 Connector 8 ขา ความยาวสูงสุดของ segment สำหรับ 10baesT4 คือ 100m และได้มาตรฐานการเดินสาย ELA-568 10baesT4 ใช้วิธีการเข้ารหัสแบบ 2b/6t ซึ่งทำงานได้ดีกว่า Manchester Encoding
5. IP private network คืออะไร มีหมายเลขใดบ้างที่อนุญาตให้ใช้งานได้ (5 คะแนน)
ตอบ Private Network คือ เน็ตเวิร์กส่วนตัว ซึ่งถูกแบ่งแยกออกมาจาก Public Network ตัว Public Network หรือที่เรียกว่า Internet หรืออภิมหาเครือข่าย ซึ่งต่อโยงเป็นใยกันไปทั่วโลกนั้นเองโดยปกติการต่อโยงของคอมพิวเตอร์ใน Public Network นั้นใช้โพรโตคอล TCP/IP ซึ่งเป็น Unique คือ เป็นกฎตายตัวว่าอุปกรณ์เครือข่าย (Network Device) แต่ละตัว ต้องมีเลข IP ที่ไม่ซ้ำกัน ถ้าซ้ำกันก็จะใช้งานไม่ได้เลย การเติบโตของกลุ่มเครือข่ายส่วนตัว (Private Network) ทำให้ต้องมีการกำหนด IP Address เฉพาะ ซึ่งเป็นข้อตกลงสากลที่กลุ่มเครือข่ายส่วนตัว (Private Network) สามารถนำเลข IP เหล่านี้ไปใช้ได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะซ้ำกับใคร
6. จงแปลงค่า ip address ต่อไปนี้ให้เป็น binary 32 bit (15 คะแนน)
50.60.89.125 ตอบ = 00110010.00111100.01011001.01111101
100.25.99.242 ตอบ = 01100100.00011001.01100011.11110010
85.22.75.5 ตอบ = 01010101.00010110.01001011.00000101
205.35.44.65 ตอบ = 11001101.00100011.00101100.01000001
200.29.30 ตอบ = 11001000.00011101.00000011.00000000
7. จาก CIDR ต่อไปนี้จงแสดงหมายเลข subnet mask พร้อมแสดง binary 32 bit (10 คะแนน)
/18 ตอบ = 11111111.11111111.11000000.00000000
/20 ตอบ = 11111111.11111111.11110000.00000000
/25 ตอบ = 11111111.11111111.11111111.10000000
/28 ตอบ = 11111111.11111111.11111111.11110000
/15 ตอบ = 11111111.11111110.00000000.00000000
8. IP address Class B และ C จากบิตที่ถูก mark เข้ามา ต่อไปนี้จงแสดงวิธีคำนวณ จำนวน subnet และ จำนวน hosts ต่อ subnt พร้อมทั้งแสดงคำตอบเป็นหมายเลข subnet mask และบอกจำนวน CIDR (20 คะแนน)
11111111.11111111.11111111.11100000 ตอบ hosts = 62 subnet = 6 subnet mask 255.255.255.224 CIDR = /27
11111111.11111111.11111111.11110000 ตอบ hosts = 14 subnet = 14 subnet mask 255.255.255.240 CIDR = /28
11111111.11111111.11111111.11111100 ตอบ hosts = 6 subnet = 62 subnet mask 255.255.255.252 CIDR = /30
11111111.11111111.11111000.00000000 ตอบ hosts = 2046 subnet = 30 subnet mask 255.255.248.0 CIDR = /21
11111111.11111111.11111110.00000000 ตอบ hosts = 510 subnet = 126 subnet mask 255.255.254.0 CIDR = /23
9.จงบอกรายละเอียดเกี่ยวกับ IP Adderss ให้ครอบคลุมและเข้าใจ (5 คะแนน)
ตอบ IP Address เปรียบเสมือน หมายเลขโทรศัพท์ ประจำบ้าน ของเครื่อง Computer ที่อยู่ใน Network แบบ TCP/IP (ซึ่งใช้กันแพร่หลายมากที่สุดในขณะนี้ รวมถึง Internet ด้วย) IP Address สำหรับเครื่องแต่ละเครื่องจะต้องไม่มีการซ้ำกัน ไม่เช่นนั้นการส่งข้อความอาจจะเกิดความผิดพลาดได้ เพราะข้อมูลที่รับส่งใน Network นั้นเปรียบเสมือน การพูดคุยทางโทรศัพท์ ระหว่าง เบอร์สองเบอร์ เครื่อง Computer ทุกๆเครื่องใน Network แบบ TCP/IP นั้นจะต้องมี IP Address ประจำตัวเสมอ ไม่มีไม่ได้ IPAddress ของแต่ละเครื่องเราสามารถ Set ได้เอง IP Address จะมีรูปแบบ
10. จงแสดงรหัส Ascii คำว่า "IaMa GiRI" (10 คะแนน)
ตอบ 73 97 77 97 32 71 105 82 73
ข้อสอบกลางภาควิชา การจัดการระบบเครือข่ายและการสื่อสารข้อมูล (3562104) 3/47
1. Protocal UDP ทำงานอยู่ Layes ใด
ก. 1
ข. 2
ค. 3
ง. 4.
2. Protocal IP ทำงานอยู่ Layes ใด
ก. 1
ข. 2
ค. 3.
ง. 4
3. 255.255.255.0 เป็น SubnetMask Default ของ Class ใด
ก. Claass A
ข. Claass B
ค. Claass C.
ง. Claass D
4. ข้อใดคืออักษร Z
ก. 0101101
ข. 10100111
ค. 01001010
ง. 01011010.
5. ข้อใดคืออักษร P
ก. 4B
ข. 4C
ค. 50.
ง. 54
6. ค่าเริ่มต้นของ a คือ
ก. 41
ข. 51
ค. 61.
ง. 91
7. ข้อใดคืออักษร d
ก. 64.
ข. 65
ค. 66
ง. 67
8. Topology ที่เป็น 10baseT ใช้การเชื่อมต่อแบบ
ก. BUS
ข. STAR.
ค. RING
ง. TREE
9. ในระบบ Ethernet IEEE802.3 ใช้ Protocal ใน Layer ที่ 2 คือ Protocal ใด
ก. TCP (Tranmission Prot)
ข. IP (Internet protocal)
ค. CSMA/CA
ง. CSMA/CD.
10. Port 21 ใช้กับ Application (โปรแกรม) ใด
ก. Talnet
ข. HTTP
ค. FTP.
ง. Rlogin
11. Port 80 ใช้กับ Application (โปรแกรม) ใด
ก. Talnet
ข. HTTP.
ค. FTP
ง. Rlogin
12. Port 23 ใช้กับ Application (โปรแกรม) ใด
ก. Talnet.
ข. HTTP
ค. FTP
ง. Rlogin
13. ทิศทางการสื่อสารข้อมูลที่สามารถส่งได้ทั่งไปและกลับพร้อมกันคือข้อใด
ก. Full Duplex.
ข. Half DuPlex
ค. Simplex
ง. ถูกทุกข้อ
14. สื่อสัญญาณชนิดใดที่มีราคาถูกที่สุด
ก. UTP.
ข. Coaxial
ค. Fiber Optic
ง. ถูกทุกข้อ
15. จากข้อ 14 สื่อสัญญาณชนิดใดที่เกิดการรบกวนจากสภาพภูมิอากาศแล้วมีผลกระทบมากที่สุด
ก. UTP.
ข. Coaxial
ค. Fiber Optic
ง. ถูกทุกข้อ
16. โครงข่ายแบบ แพคเกตสวิตซ์ (Packet Switch) ใช้กับเครือข่ายการสื่อสารข้อมูลข้อใด
ก. โทรศัพท์เคลื่อนที่
ข. โทรศัพท์สาธารณะ
ค. โทรเลข
ง. อินเตอร์เน็ต.
17. CSMA/CA ทำงานอยู่ที่ Layer ใดของ OSI Model
ก. 1
ข. 2.
ค. 3
ง. 4
18. CSMA/CD ทำงานอยู่ที่ Layer ใดของ OSI Model
ก. 1
ข. 2.
ค. 3
ง. 4
19. ไอพีเวอร์ชั่น 6 (IPV6) มีกี่บิต
ก. 16
ข. 32
ค. 64
ง. 128.
20. ไอพีเวอร์ชั่น 4 (IPV4) มีกี่บิต
ก. 16
ข. 32.
ค. 64
ง. 128
21. ค่าเริ่มต้นของ IPV4 Class C เริ่มจาก
ก. 191-233
ข. 192-233.
ค. 191-223
ง. 192-223
22.บิตเริ่มต้นของ IP Class B คือ
ก. 0
ข. 10.
ค.110
ง. 1110
23. บิตเริ่มต้นของ IP Class C คือ
ก. 0
ข. 10.
ค.110
ง. 1110
24. 192.168.0.0/27 มี subnet mask เท่าใด
ก. 255.255.255.0
ข. 255.255.255.240
ค. 255.255.255.224.
ง. 255.255.255.248
25. ใครเป็นคนสร้างมาตรฐาน OSI Model ขึ้นมา
ก. IEEE
ข. RFC
ค. ISO.
ง. CCITT
26. เครือข่ายแบบใดใช้สาย Coaxial
ก. Bus.
ข.Star
ค. Ring
ง. Mesh
27. บลูธูท (Bluetooth) จัดเป็นเทคโนโลยีใช้ในเครือข่ายแบบใด
ก. WAN
ข. MAN
ค. LAN
ง. PAN.
28. 255.255.254.0 มี CIDR เท่าใด
ก. /23.
ข. /24
ค. /25
ง. /26
29. 255.255.255.0 จาก Subnet ที่กำหนดให้ สามารถรองรับ Host ได้กี่ Host
ก. 126 Host
ข. 250 Host
ค. 254 Host.
ง. 255 Host
30. 255.255.255.128 จากSubnet ที่กำหนดให้ สามารถรองรับ Host ได้กี่ Host
ก. 124 Host
ข. 126 Host
ค. 1022 Host.
ง. 2046 Host
31. 11111111.11111111.11111111.11000000 จาก Binary Bit ที่กำหนดให้ รองรับได้กี่ Subnet
ก. 2 Subnet
ข. 4 Subnet.
ค. 6 Subnet
ง. 8 Subnet
32. 11111111.11111111.11111111.11100000 จาก Binary Bit ที่กำหนดให้ รองรับได้กี่ Host
ก. 6 Host
ข. 14 Host
ค. 30 Host.
ง. 62 Host
33. 11111111.11111111.11111111.11110000 จาก Binary Bit ที่กำหนดให้ รองรับได้กี่ Host
ก. 6 Host
ข. 14 Host.
ค. 30 Host
ง. 62 Host
34. IP Address Class A มีกี่เปอร์(%) ของ IP ทั่วโลก
ก. 12.5 %
ข. 25 %
ค. 45 %ง
ง. 50 %.
35. หมายเลข NET และHOST ที่ถูกต้องของ Class C
ก. N.N.N.H.
ข. N.N.H.H
ค. H.H.H.N
ง. H.H.N.N
36. 192.168.0.0/24 จะได้ค่า Subet Mask ค่าใด
ก. 255.255.254.0
ข. 255.255.255.0.
ค. 255.255.255.192
ง. 255.255.255.248
37. IP Private Network Class A คือข้อใด
ก. 192.168.0.0
ข. 127.0.0.1
ค. 172.16.0.0.
ง. 10.0.0.0
38. OSI มีกี่ Layer
ก. 5 Layer
ข. 6 Layer
ค. 7 Layer.
ง. 8 Layer
39. Layer บนสุดเรียกว่า
ก. Physical Layer
ข. Datalink Layer
ค. Pressentation Layer
ง. Application Layer.
40. . IP Address ทำงานอยู่ที่ Layer ใด
ก. Layer 1
ข. Layer 2
ค. Layer 3.
ง. Layer 4
ตอนที่ 2 1. จงแสดงวิธีทำการแปลค่าไอพีแอสเดรสที่กำหนดให้ต่อไปนี้เป็น Binary ( ฐาน 2)
1. 205.102.100.55. (5 คะแนน)
ตอบ 11001101.01100110.01100100.00110111
2. 68.99.56.60. (5 คะแนน)
ตอบ 01000101.01100011.0011100.00111100
3. 39.200.109.109. (5 คะแนน)
ตอบ 00100111.11001000.01101101.01101101
4. 22.165.10.0 (5 คะแนน)
ตอบ 00010110.10100101.000001010.0
5. 111.11.25.2 (5 คะแนน)
ตอบ 01101111.00001011.00011001.00000010
2. แสดงการคำนวน หมายเลข Subnet mask จาก CIDR ที่กำหนดให้ต่อไปนี้
1. /14 ( 3 คะแนน)
ตอบ 255.252.0.0
2. /20 ( 3 คะแนน)
ตอบ 255.255.240.0
3. /22 ( 3 คะแนน)
ตอบ 255.255.255.252.0
4. /25 ( 3 คะแนน)
ตอบ 255.255.255.128
5. /29 ( 3 คะแนน)
ตอบ 255.255.255.248
3. จงแสดงวิธีคำนวน Subnet และจำนวน host จาก bit ที่ mask เข้ามาดังนี้
1. Class A, mask เข้ามา 4 บิต ( 3 คะแนน)
ตอบ 11111111.11110000.00000000.00000000 Subnet = 14 host= 1048574
2.Class B, mask เข้ามา 4 บิต ( 3 คะแนน)
ตอบ 11111111.11111111.11111100.00000000 Subnet = 34 host= 1022
3.Class C, mask เข้ามา 4 บิต ( 3 คะแนน)
ตอบ 11111111.11111111.11111111.11100000 Subnet = 6 host= 30
4. จงวาดรูปโครงสร้างของ OSI model พร้อมอธิบายหน้าที่การทำงานของแต่ละ Layer (10 คะแนน)
1. Physical Layer เป็นชั้นล่างสุดที่ว่าด้วยการติดต่อกับฮาร์ดแวร์ การกำหนดคุณทางกายภาพของสื่อประเภทต่าง ๆ ที่ใช้การรับส่งข้อมูล เช่น ใช้สายสัญญาณแบบไหน มีความเร็วในการรับส่งข้อมูลเท่าไร เป็นต้น ข้อมูลที่รับส่งในชั้นนี้จะเป็นข้อมูลในระดับฮาร์ดแวร์ ซึ่งจะเห็นเป็นทีละบิตเรียงต่อกันไปในลักษณะของ ‘0’ หรือ ‘1’
2. Data Link Layer เป็นชั้นที่ว่าด้วยการรวบกลุ่มเข้าด้วยกันเป็นชุดที่เรียกว่า “เฟรม” (Frame) เพื่อเตรียมส่งออกทางเครือข่ายโดยผ่ายทาง Physical Layer นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาดของข้อมูลที่มาจากระดับของ Physical Layer
3. Network Layer เป็นชั้นที่ว่าด้วยการแยกแยะความแตกต่างของคอมพิวเตอร์แต่ละตัวในเครือข่ายโดยอาศัยโดยอาศัยหมายเลขประจำเครื่องหรือ Address และยังกำหนดเส้นทางในการวิ่งของข้อมูลในเครือข่ายจากต้นทางถึงปลายทาง ข้อมูลในชั้นนี้จะเรียกว่า “แพ็กเก็ต” (Packet)
4. Transport Layer เป็นชั้นที่ว่าด้วยการแบ่งข้อมูลที่ได้รับมาจาก Session Layer ที่โดยมากจะมีขนาดใหญ่ให้กลายเป็นแพ็กเก็ตที่มีขนาดคงที่ก่อนจะส่งต่อให้ Network Layer ส่วนในแง่ของการรับข้อมูล Transport Layer จะทำการต่อคืนแพ็กเก็ตต่าง ๆ ที่ได้รับให้อยู่ในรูปแบบของข้อมูลดั้งเดิม นอกจากนี้ยังมีการจัดการเกี่ยวกับแพ็กเก็ตอื่น ๆ อีก เช่น การตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาด การจัดลำดับและการควบคุมความเร็วในการรับส่ง
5. Session Layer เป็นชั้นที่ว่าด้วยวิธีการจับคู่หรือเชื่อมโยงแอพพลิเคชั่นที่อยู่ต่างเครื่องกัน เพื่อให้สามารถแยกแยะได้ว่าข้อมูลที่ได้รับมาควรจะเป็นของแอพพลิเคชั่นคู่ไหนได้ ทำให้เราสามารถเรียกใช้โปรแกรมสำหรับการสื่อสารพร้อมกันหลายตัวได้ เช่น เราสามารถเปิดโปรแกรมบราวเซอร์ พร้อมกับอ่านอีเมล์ได้พร้อม ๆ กัน
6. Presentation Layer เป็นชั้นที่ว่าด้วยการจัดรูปแบบข้อมูลที่รับมาจาก Session layer ให้อยู่ในรูปแบบที่แอพพลิเคชั่นแต่ละตัวสามารถเข้าใจได้
7. Application Layer เป็นชั้นที่ว่าด้วยการติดต่อกับแอพพลิเคชั่นหรือโปรแกรมต่าง ๆ เช่น บราวเซอร์ อีเมล์ FTP และ Telnet เป็นต้น
โจทย์ จงเลือกคำตอบ A-N จากคอลัมน์ตัวเลือกมาเติมลงในคอลัมคำตอบให้ถูกต้อง (10 คะแนน)โจทย์:จงกาเครื่องหมาย ลงหน้าข้อที่ถูกและเครื่องหมาย ลงหน้าข้อที่ผิด
_______ 1. IPAdress ClassAมีhost สูงสุด 16,777,216-2 host
_______ 2.Subnet mask Defualt Class B=255.255.192.0
_______ 3.การตรวจสอบ Subnet เดียวกันจะใช้วิธี XOR
_______ 4.การต่อสาย UTP แบบไขว้ใช้สำหรับการต่อแบบคอมพิวเตอร์ไปยังคอมพิวเตอร์
_______ 5.CIDR /24 จะสามราถ Broadcast host ได้ถึง 254 host
_______ 6. IEEE802.11คือเครือข่าย WMAN
_______ 7. IPAdress ทำงานอยู่ที่ Leyer 4 ของ OSI Model
_______ 8. เครือข่าย Internetเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เครือข่ายแบบ Curcuit Switch
_______ 9. Leyer ที่ 3ของ OSI มี Router ทำงานอยู่
_______ 10.Fast Ethernet มีความเร็ว 1000 mbps
เฉลย
1. ถูก
2. ผิด
3. ผิด
4. ถูก
5. ถูก
6. ถูก
7. ผิด
8. ถูก
9. ถูก
10.ถูก
โจทย์:จงเลือกคำตอบ A-N จากคอลัมน์ตัวเลือกมาเติมลงในคอลัมคำตอบให้ถูกต้อง
_______ 1. CLASS A
_______ 2.CLASSS B
_______ 3. CLASS C
_______ 4. 10 BASE2
_______ 5. 100BASET
_______ 6. 1110
_______ 7. WLAN
_______ 8.Ethernet
_______ 9. 128 Bit
_______ 10. 2*8
ตัวเลือก
A โครงข่ายแบบ Message Swtch
B STAR
C RING
D CSMA
E CSMA/CD
F CSMA/CA
G 212.25.0.0
H FIBER
I 192.168.1.0
J Thick Coax
K 25.254.2.120
L IPV6
M 256
N 254
O Start Bit Class C
เฉลย
1 K
2 I
3 G
4 H
5
6
7 F
8 E
9
10 N
